ป้ายกูลิโกะ Dotonbori รุ่นที่ 6 เตรียมปิดฉากปลายพฤศจิกายน 2026 นี้ ! พร้อมเผยโฉมรุ่นที่ 7 รับฤดูใบไม้ผลิปี 2027 

เที่ยว
(15/10/2026)
บริษัท เอซากิ กูลิโกะ จำกัด ประกาศเตรียมปรับโฉมแลนด์มาร์กระดับโลกอย่าง "ป้ายกูลิโกะแห่งโดทงโบริ" (Dotonbori Glico Sign) ณ เขตชูโอ เมืองโอซาก้า โดยจะทำการปลดป้าย รุ่นที่ 6 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันในปลายเดือนพฤศจิกายน 2026 และเริ่มดำเนินงานก่อสร้างปรับปรุงตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไป เพื่อเตรียมเปิดตัว ป้ายกูลิโกะรุ่นที่ 7 อย่างเป็นทางการในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2027
Contents Index

ป้ายกูลิโกะแห่งโดทงโบริ (Dotonbori Glico Sign)

Dotonbori Glico Sign

นับตั้งแต่กำเนิดในปี 1920 สัญลักษณ์นี้ได้กลายเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วโลกจากการปรากฏบนบรรจุภัณฑ์ขนมโภชนาการ “Glico” ซึ่งวางจำหน่ายในปี 1922 เมื่อแบรนด์เติบโตขึ้น บทบาทของสัญลักษณ์นี้จึงก้าวสู่การเป็นเครื่องหมายแห่งจิตวิญญาณองค์กร เพราะการสร้างสุขภาพที่ดีให้แก่ผู้คนไม่มีเส้นชัย นักวิ่งกูลิโกะจึงยังคงเคียงข้างและสื่อถึงจุดยืนอันมั่นคงของกูลิโกะต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

สัญลักษณ์นักวิ่งกูลิโกะ (Glico Runner) มาจากไหน

Glico Runner


สัญลักษณ์นักวิ่งกูลิโกะถือกำเนิดขึ้นในปี 1920 จากปณิธานการก่อตั้งของผู้ก่อตั้ง คุณริอิจิ เอซากิ (Riichi Ezaki) ที่ว่า “พัฒนาสุขอนามัยและสุขภาพของประชาชนผ่านอาหาร” นับแต่นั้นมา สัญลักษณ์นี้ก็ได้กลายเป็นที่คุ้นเคยในฐานะตัวแทนแห่งการส่งมอบความอร่อยและคุณค่าทางสุขภาพ

ภาพนักวิ่งที่มุ่งหน้าไปข้างหน้า เปรียบเสมือนปณิธานที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกและความปรารถนาถึงอนาคตที่ดีกว่าของผู้คน กูลิโกะจะยังคงมุ่งมั่นสร้างประโยชน์แก่สังคมผ่านธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพอันแข็งแรงและชีวิตที่เปี่ยมสุขให้แก่ผู้คนสืบไป

การเดินทางของแสงสี: ย้อนรอยป้ายกูลิโกะในทรงจำ “จากรุ่นสู่รุ่น” 

นับตั้งแต่การติดตั้งป้ายรุ่นแรกในปี 1935 ป้ายกูลิโกะได้ทำหน้าที่เติมเต็มสีสันให้แก่ย่านโดทงโบริ เมืองโอซาก้ามาโดยตลอด สำหรับ รุ่นที่ 6 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เปิดตัวเมื่อปี 2014 และกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญระดับสัญลักษณ์ของโอซาก้าที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติจากทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้น ในเดือนเมษายน 2003 ป้ายกูลิโกะยังได้รับการยกย่องเป็น “ทรัพย์สินทางทัศนียภาพของเมืองโอซาก้า” (Osaka City Urban Landscape Resource) อีกด้วย

รุ่นที่ 1 (ปี 1935–1943): ป้ายนีออนความสูง 33 เมตร โดดเด่นด้วยไฟสลับเปลี่ยนสี

ป้ายไฟนีออนสูง 33 เมตร สร้างขึ้นในปี 1935 โดยมีภาพนักวิ่งและตัวอักษร Glico ที่เปลี่ยนสีได้ถึง 6 สี พร้อมลวดลายดอกไม้ที่กะพริบ 19 ครั้งต่อนาที ถือเป็นป้ายไฟที่แปลกใหม่ในยุคนั้น ก่อนถูกรื้อถอนในปี 1943 เพื่อนำเหล็กไปใช้ในช่วงสงคราม

รุ่นที่ 2 (ปี 1955–1963): ป้ายทรงเวทีการแสดง พร้อมตู้จัดแสดงดนตรี

ป้ายไฟนีออนสูง 21.75 เมตร สร้างขึ้นหลังสงคราม มีรูปทรงส่วนล่างคล้ายกระสุนปืน พร้อมเวทีพิเศษสูง 5.26 เมตร สำหรับการแสดงหุ่นจระเข้เล่นเปียโน ละครหุ่น และกิจกรรมดนตรีร็อกอะบิลลี

รุ่นที่ 3 (ปี 1963–1972)): ป้ายทรงกลมพร้อมไฟนีออนสว่างไสว

ป้ายไฟนีออนพร้อมน้ำพุ ใช้น้ำ 12 ตันพ่นผ่านหัวฉีด 150 จุด และใช้หลอดไฟ 400 ดวงที่เปลี่ยนได้ 12 สี ส่องสว่างให้เกิดภาพคล้ายสายรุ้ง โดยมีระบบสูบน้ำกลับขึ้นไปใช้ใหม่

รุ่นที่ 4 (ปี 1972–1996) : ป้ายดีไซน์ฉากหลังสีฟ้าพร้อมลู่วิ่ง

ป้ายสูง 17 เมตร กว้าง 10.85 เมตร มีไฟนีออนกะพริบบริเวณลู่วิ่งเพื่อเพิ่มความรู้สึกเคลื่อนไหวให้กับนักวิ่ง กลายเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม ก่อนปิดไฟในวันที่ 21 มกราคม 1996 เนื่องจากการปรับปรุงอาคารข้างเคียง

รุ่นที่ 5 (ปี 1998–2014): เพิ่มเอฟเฟกต์แสงไฟช่วงกลางคืน

กลับมาเปิดไฟอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 1998 หลังเว้นช่วงไปประมาณ 2 ปีครึ่ง ฉากหลังนักวิ่งมีแลนด์มาร์กสำคัญของโอซาก้า 4 แห่ง ได้แก่ ปราสาทโอซาก้า พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง โอซาก้าโดม และหอคอยซึเทนคาคุ พร้อมเปลี่ยนสีฉากหลังให้เหมือนช่วงเช้า กลางวัน เย็น และกลางคืน

รุ่นที่ 6 (ปี 2014 – ปัจจุบัน) : ป้ายหลอด LED ประหยัดพลังงาน เปลี่ยนภาพฉากหลังได้หลากหลาย

เปิดตัวในเดือนตุลาคม 2014 โดยเปลี่ยนจากระบบไฟนีออนแบบเดิมมาใช้หลอด LED ประมาณ 140,000 ดวง ทำให้สามารถแสดงภาพและเอฟเฟกต์แสงสีได้หลากหลายมากขึ้น และจะสิ้นสุดการแสดงในเดือนพฤศจิกายน 2026

บทบาทของป้ายกูลิโกะรุ่นที่ 6

Dotonbori Glico Sign

ป้ายรุ่นที่ 6 ได้ทำหน้าที่มากกว่าการเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ โดยถูกใช้เป็นพื้นที่ส่งต่อข้อความสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาพและการพัฒนาชุมชนให้น่าอยู่

ตัวอย่างเช่น การฉายคลิปวิดีโอพิเศษเนื่องใน “วันเบาหวานโลก” เพื่อรณรงค์ให้ผู้คนใส่ใจเรื่องน้ำตาลในอาหาร รวมถึงการประชาสัมพันธ์โครงการส่งเสริมสุขภาพ “Kenkatsu 10” ของจังหวัดโอซาก้า นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับสถานีตำรวจนครบาลโอซาก้าในการรณรงค์ป้องกันการกระทำผิดของเยาวชน เพื่อสร้างย่านโดตงโบริให้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและน่าอยู่อาศัยสำหรับทุกคนค่ะ

ไทม์ไลน์ป้ายกูลิโกะ

  • รุ่นที่ 1 (ปี 1935): ป้ายนีออนความสูง 33 เมตร โดดเด่นด้วยไฟสลับเปลี่ยนสี
  • รุ่นที่ 2 (ปี 1955): ป้ายทรงเวทีการแสดง พร้อมตู้จัดแสดงดนตรี
  • รุ่นที่ 3 (ปี 1972): ป้ายทรงกลมพร้อมไฟนีออนสว่างไสว
  • รุ่นที่ 4 (ปี 1998): ป้ายดีไซน์ฉากหลังสีฟ้าพร้อมลู่วิ่ง
  • รุ่นที่ 5 (ปี 2003): เพิ่มเอฟเฟกต์แสงไฟช่วงกลางคืน
  • รุ่นที่ 6 (ปี 2014 – ปัจจุบัน): ป้ายหลอด LED ประหยัดพลังงาน เปลี่ยนภาพฉากหลังได้หลากหลาย
  • รุ่นที่ 7 (เตรียมเปิดตัวปี 2027): อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อต้อนรับยุคใหม่ข้อความที่เป็นรายการ (Bullets)

ใครที่เคยไปเที่ยว Dotonbori ทุกครั้งต้องเคยแชะภาพกับป้ายนี้แน่ๆ ส่วนใครที่มีแพลนจะไปย่านนี้ปีหน้า เตรียมแชะกับป้ายโฉมใหม่ได้เลย รอชมว่าจะอลังการแค่ไหน!

ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก: PR TIMES / Ezaki Glico Co., Ltd. 

Contents Index
Ordinary Karin

Blogger : Ordinary Karin

แม่บ้านไทยหัวใจญี่ปุ่น สายท่องโซเชียลชอบอัปเดตข่าวสาร คอยส่งต่อพิกัด เทรนด์ใหม่  และเรื่องราวน่ารักๆ ให้เพื่อนๆ คนไทยได้หลงรักญี่ปุ่นมากขึ้นทุกวัน ✨