
นับตั้งแต่กำเนิดในปี 1920 สัญลักษณ์นี้ได้กลายเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วโลกจากการปรากฏบนบรรจุภัณฑ์ขนมโภชนาการ “Glico” ซึ่งวางจำหน่ายในปี 1922 เมื่อแบรนด์เติบโตขึ้น บทบาทของสัญลักษณ์นี้จึงก้าวสู่การเป็นเครื่องหมายแห่งจิตวิญญาณองค์กร เพราะการสร้างสุขภาพที่ดีให้แก่ผู้คนไม่มีเส้นชัย นักวิ่งกูลิโกะจึงยังคงเคียงข้างและสื่อถึงจุดยืนอันมั่นคงของกูลิโกะต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

สัญลักษณ์นักวิ่งกูลิโกะถือกำเนิดขึ้นในปี 1920 จากปณิธานการก่อตั้งของผู้ก่อตั้ง คุณริอิจิ เอซากิ (Riichi Ezaki) ที่ว่า “พัฒนาสุขอนามัยและสุขภาพของประชาชนผ่านอาหาร” นับแต่นั้นมา สัญลักษณ์นี้ก็ได้กลายเป็นที่คุ้นเคยในฐานะตัวแทนแห่งการส่งมอบความอร่อยและคุณค่าทางสุขภาพ
ภาพนักวิ่งที่มุ่งหน้าไปข้างหน้า เปรียบเสมือนปณิธานที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกและความปรารถนาถึงอนาคตที่ดีกว่าของผู้คน กูลิโกะจะยังคงมุ่งมั่นสร้างประโยชน์แก่สังคมผ่านธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพอันแข็งแรงและชีวิตที่เปี่ยมสุขให้แก่ผู้คนสืบไป
นับตั้งแต่การติดตั้งป้ายรุ่นแรกในปี 1935 ป้ายกูลิโกะได้ทำหน้าที่เติมเต็มสีสันให้แก่ย่านโดทงโบริ เมืองโอซาก้ามาโดยตลอด สำหรับ รุ่นที่ 6 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เปิดตัวเมื่อปี 2014 และกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญระดับสัญลักษณ์ของโอซาก้าที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติจากทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้น ในเดือนเมษายน 2003 ป้ายกูลิโกะยังได้รับการยกย่องเป็น “ทรัพย์สินทางทัศนียภาพของเมืองโอซาก้า” (Osaka City Urban Landscape Resource) อีกด้วย

ป้ายไฟนีออนสูง 33 เมตร สร้างขึ้นในปี 1935 โดยมีภาพนักวิ่งและตัวอักษร Glico ที่เปลี่ยนสีได้ถึง 6 สี พร้อมลวดลายดอกไม้ที่กะพริบ 19 ครั้งต่อนาที ถือเป็นป้ายไฟที่แปลกใหม่ในยุคนั้น ก่อนถูกรื้อถอนในปี 1943 เพื่อนำเหล็กไปใช้ในช่วงสงคราม

ป้ายไฟนีออนสูง 21.75 เมตร สร้างขึ้นหลังสงคราม มีรูปทรงส่วนล่างคล้ายกระสุนปืน พร้อมเวทีพิเศษสูง 5.26 เมตร สำหรับการแสดงหุ่นจระเข้เล่นเปียโน ละครหุ่น และกิจกรรมดนตรีร็อกอะบิลลี

ป้ายไฟนีออนพร้อมน้ำพุ ใช้น้ำ 12 ตันพ่นผ่านหัวฉีด 150 จุด และใช้หลอดไฟ 400 ดวงที่เปลี่ยนได้ 12 สี ส่องสว่างให้เกิดภาพคล้ายสายรุ้ง โดยมีระบบสูบน้ำกลับขึ้นไปใช้ใหม่

ป้ายสูง 17 เมตร กว้าง 10.85 เมตร มีไฟนีออนกะพริบบริเวณลู่วิ่งเพื่อเพิ่มความรู้สึกเคลื่อนไหวให้กับนักวิ่ง กลายเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม ก่อนปิดไฟในวันที่ 21 มกราคม 1996 เนื่องจากการปรับปรุงอาคารข้างเคียง

กลับมาเปิดไฟอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 1998 หลังเว้นช่วงไปประมาณ 2 ปีครึ่ง ฉากหลังนักวิ่งมีแลนด์มาร์กสำคัญของโอซาก้า 4 แห่ง ได้แก่ ปราสาทโอซาก้า พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง โอซาก้าโดม และหอคอยซึเทนคาคุ พร้อมเปลี่ยนสีฉากหลังให้เหมือนช่วงเช้า กลางวัน เย็น และกลางคืน

เปิดตัวในเดือนตุลาคม 2014 โดยเปลี่ยนจากระบบไฟนีออนแบบเดิมมาใช้หลอด LED ประมาณ 140,000 ดวง ทำให้สามารถแสดงภาพและเอฟเฟกต์แสงสีได้หลากหลายมากขึ้น และจะสิ้นสุดการแสดงในเดือนพฤศจิกายน 2026

ป้ายรุ่นที่ 6 ได้ทำหน้าที่มากกว่าการเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ โดยถูกใช้เป็นพื้นที่ส่งต่อข้อความสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาพและการพัฒนาชุมชนให้น่าอยู่
ตัวอย่างเช่น การฉายคลิปวิดีโอพิเศษเนื่องใน “วันเบาหวานโลก” เพื่อรณรงค์ให้ผู้คนใส่ใจเรื่องน้ำตาลในอาหาร รวมถึงการประชาสัมพันธ์โครงการส่งเสริมสุขภาพ “Kenkatsu 10” ของจังหวัดโอซาก้า นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับสถานีตำรวจนครบาลโอซาก้าในการรณรงค์ป้องกันการกระทำผิดของเยาวชน เพื่อสร้างย่านโดตงโบริให้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและน่าอยู่อาศัยสำหรับทุกคนค่ะ
ไทม์ไลน์ป้ายกูลิโกะ
ใครที่เคยไปเที่ยว Dotonbori ทุกครั้งต้องเคยแชะภาพกับป้ายนี้แน่ๆ ส่วนใครที่มีแพลนจะไปย่านนี้ปีหน้า เตรียมแชะกับป้ายโฉมใหม่ได้เลย รอชมว่าจะอลังการแค่ไหน!
ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก: PR TIMES / Ezaki Glico Co., Ltd.

Blogger : Ordinary Karin
แม่บ้านไทยหัวใจญี่ปุ่น สายท่องโซเชียลชอบอัปเดตข่าวสาร คอยส่งต่อพิกัด เทรนด์ใหม่ และเรื่องราวน่ารักๆ ให้เพื่อนๆ คนไทยได้หลงรักญี่ปุ่นมากขึ้นทุกวัน ✨